ความหมายของธนูไตรสิกขา (Trisikkha Archery)

734595_580884558588622_839103150_n

ธนูไตรสิกขา   (  Trisika Archery.)

ไตรสิกขา (Trisika)  คือ  เป็นวิปัสสนากรรมฐาน (Vipassana) ซึ่งแน่นอนว่า ต้องใช้ สมถะเป็นพื้นฐานด้วย     ทั้งวิปัสสนาและสมถะ เป็นเหมือนหน้ามือและหลังมือของมือข้างเดียวกันของคนเดียวกัน

คำว่า  ไตร แปลว่าสาม  สิกขา แปลว่า การศึกษา    ดังนั้น  การศึกษาอบรม สามอย่าง ในเวลาเดียวกัน (Simultaneously) คือ  อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา   ซึ่งเป็นทักษะถาวร ของพระอริยเจ้านั่นเอง

(หนึ่ง)  “ศีล” (Sila)  แปลว่า ปกติ   ดังนั้น ผ่อนคลาย (relax)   รักษาสมดุล (Balance)สร้างตัวรู้ (Sati)  เริ่มฝึกจาก กายรู้กาย หรือ กายในกาย (Awakening & Presensing) ไปก่อน    จนได้  ระดับ “มหาสติ  (Big Sati หรือ The Great Sati)”  ใช้ได้ต่อเนื่อง   ไม่ใช่แค่เฉพาะ ในตอนยิงธนูเท่านั้น         ทุกอิริยาบทมีสติ  เป็นสติแบบอัตโนมัติ (Auto sati)

(สอง)    “จิตตะ” (Jitta)    จิตสงบ จิตไม่เกิดอารมณ์  จิตว่าง (Empty mind)  จิตโล่ง จิตโปร่งสบาย      จิตสงบได้ต่อเนื่อง (Continuous)  ไม่ใช่เฉพาะตอนยิงธนูเท่านั้น  และ จะเป็นตามคำที่ว่า  ”จิตสงบ ปัญญาเกิด”   ดังนั้น ยิงแม่น หรือ ไม่แม่น  ไม่สำคัญ     ไม่ได้แข่งขันกับใคร

(สาม)  “ปัญญา” (Panya)   ฝึกดีด หรือ ดักจับ ความคิดจร   ไม่ให้เข้าไปรวมตัวกับจิต    แยกจิตกับความคิดออกจากกัน     ไม่ใช่ จิตกับความคิดรวมเป็นหนึ่ง     ไม่มีความคิดอคติ ไม่มีความคิดลำเอียง  ไม่มีความคิดเฉโก (ความคิดที่ออกมาตอนจิตไม่ว่าง จิตเสวยอารมณ์)     ปัญญา คือ ความคิดที่ออกมาตอนจิตว่าง

**********************************************************************************

การฝึกยิงธนูแบบ “ไตรสิกขา” (Trisika Archery)  นี้

(๑) ไม่ได้ยิงไปเพื่อเอาชนะใคร   ไม่ใช่แข่งขันกับใคร ไม่จำเป็นต้องแม่น   ไม่ทำร้ายใคร ไม่ได้คิดจะอวดใคร  แต่ตรงข้าม   ยิ่งฝึก  ยิ่งมี “สติ”   มีเมตตา   เอื้อเฟื้อ  ไม่เห็นแก่ตัว ทำประโยชน์ให้ตนเองและสังคม   ไม่เกิดโทษแก่ตนเองและผู้อื่น

(๒) วัดผลด้วย เป้าภายใน (Inner target)  คือ ใจเป็นเป้า  ต้องไม่โดนลูกธนู (ความคิดจร)ใดๆ ยิงโดน     ซึ่งจะเห็นได้ว่า ตรงข้ามกับการยิงธนูแบบทั่วๆไป ที่เน้นลูกธนูจริงๆ วิ่งไปโดนเป้าจริงๆ ไกลตัว ไกลใจ    แต่   ตรงข้าม !!!    ไตรสิกขา (Trisika Archery)  หรือ “ศรธรรมะ”  กลายเป็น  กลับย้อน (u-turn)  หรือ โอปนยิโก   ย้อนมาดูเป้า คือ ใจของเรา และ เฝ้าระวังลูกศร (ความคิดจร)  ไม่ให้มาโดนเป้า

เป็นลักษณะที่ผม ต้องใช้คำถามว่า  “Where is the target ?”  เป้าอยู่ที่ไหน  ?  ”Where is the arrows ? “   ลูกศรอยู่ไหน ?

ในแต่ละวัน เราโดน ลูกศรยิงเข้าเป้า กลางใจของเรา ไปกี่ดอก ?

ในทางกลับกัน เรายิงลูกศรออกไป ทำร้ายใจใคร   กี่ดอกแล้ว ?

******************************************************************************

วัดผล (Evaluation) :  วัดผลด้วยการ รู้ด้วยตนเอง (ปัจจัตตัง) ว่า  ”จิตกับความคิด” แยกจากกันได้ถาวรแล้ว  สติต่อเนื่องแล้ว   สติเป็นอัตโนมัติแล้ว  และ มีพรหมวิหารสี่ (เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา)ที่เกิดขึ้นเอง  แบบ ไม่ได้ฝืน ไม่ต้องตั้งใจ  ไม่ได้หวังผล ไม่มีเงื่อนไขแล้ว

เมื่อจิตไม่โดนความคิดรบกวน  จิตว่างจากความคิด จิตจึงเป็นอิสระ   อุปมา เหมือน พระเอกนีโอ ในเรื่อง The Matrix ที่ จับกระสุน (ความคิดจร) ที่  คุณสมิทธิ์ (กิเลส) ยิงเข้ามาได้ทัน      ความคิดที่ออกมาตอนจิตว่างๆ จิตโล่งๆนี้เอง คือ ปัญญา

กิเลสต่างๆ แผลงศรยิงใส่จิตใจของเรา   เราจึงต้องฝึกสติ เพื่อให้ชำนาญในการดีดความคิดจรออกไป

ความคิดจร (Unwanted thinkings)  คือ ความคิดที่เราไม่ได้ตั้งใจคิด มันเผลอ มันแว่บเข้ามาเอง    มันลากเราให้หลง   มันดึงเราให้จมในอารมณ์ต่างๆ   มันมาแบบไม่ได้เชื้อเชิญ  มันผุดเข้ามาเร็วมาก ไวมาก    มันเปลี่ยนอารมณ์เราได้  เป็น โกรธ โลภ หลง กลัว  ดีใจ เสียใจ  เบื่อหน่าย  แค้นเคือง  อิจฉา  หมั่นไส้  รำคาญ  ฯลฯ