สิ้นคิด

สิ้นคิด

หลายคน งง กับ คำว่า สิ้นคิด ก็เลยขออนุญาต อธิบายไว้ ที่ note นี้

๑)   ต้องเข้าใจก่อนอื่นเลยว่า _”จิต กับ ความคิด”_ เป็นคนละตัวกัน

๒)   จิต กับ ความคิด   ไม่ใช่ จิต กับ กาย นะ _อ่านให้ดีๆ   หลายคน อ่าน ลวกๆ   ย้ำ _ จิต กับ ความคิดเป็นคนละตัวกัน เราต้องแยกเขาออกจากกัน

๓)   จิต กับ ความคิด_อุปมา เป็นเชือก ๒ เส้น  ที่พันกันแน่น  จนเป็นเกลียว มองแล้วเป็นเส้นเดียวกัน _จิตกับคิด ผสมกันมาหลายแสนชาติ หลายโกฏอสงไขยแล้ว ราต้องมาศึกษาเพื่อแยก จิต กับ ความคิดออกจากกันให้ได้  จำนวนชาติที่จะเกิดจะลดลงมากมาย

๔)  เราโดนฝึกมาให้ คิดๆๆๆๆ  ใช้แต่สมอง (Thinking)   โดยม่รู้ว่าในตัวเรามีปัญญา ๓ ชุด คือ   “กาย ใจ และ คิด”_ เราฝึกแต่คิดๆๆๆ ใช้แต่สมอง เรายังไม่ได้ฝึกใช้ปัญญากายในการรับรู้ (sensing)   ให้กายรู้โดยสมองอย่าไปคิดแทนกาย  อย่าให้คิดแย่งซีนกาย

๕)   การใช้ สมองคิด  ก็มีแต่จะจำ สร้างเงื่อนไข สร้างกติกาส่วนตัว ใช้เหตุผล (reasoning) ไปตาม “กะลา” ของตนเอง คิดเอง เออเอง อนุมานเอง_ดังนั้น  คนเราจึง ทะเลาะกันได้เรื่อยๆ เพราะ ต่างคนก็มีกะลา ที่บรรจุ “สัญญา” (จำได้ หมายรู้  กำหนด นิยาม เชื่อ )  ที่ต่างกัน

๖)  โลก จักรวาล กว้างใหญ่ และ มีอายุยาวนานมากๆ  ดังนั้น  จำเท่าไรก็ไม่หมด กะละใหญ่แค่ไหน ก็เก็บได้ไม่หมด _จงอย่าได้หลงว่าตนเองรู้หมด  เรา รู้แต่ ปัญญาคิด (Thinking) เป็นการรู้ ที่ตื้นๆ  เพราะเรายังไม่ได้ พัฒนา ปัญญาใจ (Feeling)  และ ปัญญากาย (sensing)  ขึ้นมาเลยนะ

๗) การศึกษาแบบโลกๆ ลากพวกเรา กล่อม ล้างสมอง จัดโปรแกรม มาให้เรา คิดๆๆๆๆ คิดตามตำรา ตามที่ยุคสมัยยอมรับ  ตามที่สมองจะตีความได้  มันเป็นการศึกษาที่ไม่สมบูรณ์แบบ เพราะ ขาด ปัญญาใจ และ ปัญญากาย

๘) ปัญญาใจ คือ ความรู็สึก (Feeling)   รู้สึกอย่างไร   ดีไม่ไดี   สบายใจไหม  คับข้องใจไหม กระเทือนใจไหม   สงบใจไหม   ฯลฯ

๙) สมัยก่อนผมเป็น พวกวิศวกร โง่ๆ  คือ เรียนมาแต่ ปัญญาคิด ดังนั้น เมื่อใครถามว่า รู้สึกยังไง  ก็จะตอบแบบ  พวกมีแต่ปัญญาคิดว่า “ผม ไม่รู้” เป็นพวกที่โดนฝึกมาให้คิดๆๆๆ เท่านั้น  ตัดความรู้สึกออกไป  ไร้อารมณ์ (No feeling)  ซึ่ง เป็น ความโง่และความบ้าอย่างยิ่ง   เพราะ ทำให้  แล้งน้ำใจ ไม่เข้าใจ ความรู้สึกคนอื่น  ไม่มีศิลป์    เถรตรง  ซี้ปังเถ้า (หัวสี่เหลี่ยม)   ชอบใช้เหตุผลเหนือความรัก ใช้เหตุผลกฏกติการเหนือเมตตา กฏเกณฑ์ถ้าวางไว้แล้วห้ามเปลี่ยนแปลง โดยไมได้ดูความรู้สึกของใครๆเลย  ขาดเมตตาธรรม    จะสร้าง ๆๆๆ  โดยไม่รู้ว่าสิ่งที่สร้างไปนั้น ทำลาย ระบบชุมชน ระบบสังคม  ฯลฯ ไปมากน้อยแค่ไหน  เพราะ เป็นคนไม่มี ปัญญาใจ  ไร้เมตตา  _สมัยก่อน ผมโดนฝึกมาแบบนั้น  และผมเชื่อว่าพวกเราหลายคน  ก็ _” รู้ลึกโง่กว้าง” __  แบบผม ก็มีเนอะ    มองไม่เห็นองค์รวม  (Holistic)

๑๐)  ลองดู  ผู้คนมากมาย ในสังคม ที่ ฝึกแต่ปัญญาคิด ดูข้อสอบเข้าสถานศึกษาต่างๆ  ดูหลักสูตร ดูตำรา  ฯลฯ   เราจะพบว่าส่วนใหญ่ จะมีแต่ ปัญญาคิด  ทำให้หลายคน  รู้ลึกโง่กว้าง ทำกำไรบนน้ำตาผู้คนโดยไม่รู้สึกผิด   งานได้ผลคนเสียหาย  ร่ำรวยบนกฏหมายที่กำหนดเข้าข้างตนเอง  กอบโกยเพื่อตนเองและญาติจนลืมภาพรวมของสังคม  เน้นแต่ความสุขแบบโลกๆ ไม่หาความสุขทางธรรม  ซึ่ง ความสุขทางธรรมนี้เอง ที่ต้องใช้ สติ และ ปัญญาใจ ไปรู้  ไปสัมผัส __   เราไม่สามารถเจอความสุขทางใจได้ด้วยความคิด อย่างแน่นอน

๑๑)  ความน่ากลัว ของปัญญาคิด  คือ  (ก) หากคิด ตอนที่จิตอกุศล   แล้วเราก็ไม่รู้ว่า กำลังคิดจากจิตอกุศล   ความคิดนั้นๆ จะสร้างผลเสียหายได้อย่างมากมาย   กอบโกย โกงกิน เอาเปรียบ ฯลฯ   เพราะมันเป็น ความที่ไม่มีปัญญาใจ  แยกแยะจิตกศล อกุศล ไม่ได้  คนไม่มีปัญญาใจ ทำชั่วได้ง่ายมาก  สามารถทะเลาะกับผู้คนได้เรื่อยๆ   (ข)  คิด วน อยู่ในกะลาเดิมๆ  วงการเดิมๆ  วิชาชีพเดิมๆ  กรอบเดิมๆ   เอาตนเองเป็นที่ตั้ง  ยากที่จะ หลุดพ้น ความคิดของตนเอง   ซึ่ง  ในสมองของเรา มีทั้ง ความจำที่ผิด ถูก มั่ว ไม่ครบ กุศล อกุศลมากมาย    เราไม่เคย หยิบออกมาดู ออกมาล้างเลยนะ

๑๒)   เป้าหมายหลัก ในการพ้นทุกข์   คือ  จิตว่าง จิตปราศจากกิเลส_ดังนั้น เราต้องฝึกหา “ใจ” ของเราให้เจอเสียก่อน    ใครหาใจตนเองเจอก็เป็นสุขขึ้นเยอะเลย  เคยหาใจตนเองเจอไหม  ยามที่คับข้องใจ ยามหดหู่ใจ ยามดีใจ  ยามที่เกิดปิติ ยามที่ใจสงบ ยามที่ใจอยาก ไม่อยาก เฉยๆ  ยามที่ใจผลักไส เพ่งโทษ  ฯลฯ รู้ตัวไหม ว่า ใจออกอาการอะไร  รู้ตัวไหมใจกำลัง โกรธ โลภ หลง _ผมเรียนมาจนจบปริญญาเอก  ไม่มีสอนเรื่อง ปัญญาใจเลย  จนมาเจอ หลวงปู่หลวงพ่อ นี่แหละ ถึงได้ รู้จักใช้ปัญญาใจ

๑๓) ของบางอย่างไม่ต้อง มีเหตุผล  ก็ได้  เพราะถ้าใจเป็นกุศล  เป็นประโยชน์ ผู้รู้ไม่ติเตียน และเป็นไปเพื่อการพ้นทุกข์ ก็ไม่ต้องมีเหตุผลก็ได้ (กาลามสูตร  ท่อนท้ายๆ)

๑๔)  ปัญญากาย  มี ๒ แบบ คือ แบบโลกๆ  และ แบบทางธรรม

๑๕)  แบบโลกๆ คือ  ทักษะต่างๆ  เล่นกายกรรม  งานฝีมือ  ช่าง  หมอผ่าตัด  ฯลณ   แบบทางธรรม  คือ  สติ  ที่ฐานกาย  กายรู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นกับกาย กายรู้โดยไม่มีความคิดมาช่วยรู้

๑๖)  ถ้ามีบ้าน ๓ หลัง  คือ บ้านกาย บ้านใจ บ้านคิด _เราอยู่แต่ในบ้านคิด  เลยมองไม่เห็น อีก ๒ บ้าน  ถ้าอยากจะเห็น บ้านคิด อยากจะแยก จิตกับคิดก็ต้อง มาอยู่  ที่บ้านกาย หรือ ที่ผมเรียกว่า สิ้นคิด

๑๗) ฝึกสิ้นคิด   เป็นคำพูดสั้นๆ หมายถึง สิ้นคิดไปก่อน จนกว่า จะแยก จิตกับคิดได้  จิตว่าง ใจสงบ จะคิดอะไร ก็คิดไป

๑๘) ถ้าคนเราไม่คิดอะไรเลย  ก็ไม่ต่างจากก้อนหิน  คิดได้ แต่คิดตอนจิตว่างๆ

๑๙) ฝึกกายให้รู้กาย ไปก่อน  แล้วจะรู้เองว่า จิตว่างเป็นยังไง จะเห็นความคิดได้เอง

๒๐) อธิบายเรื่อง จิต กับ คิด  ได้ยาก เพราะ พวกเรา เป็น นักคิดมืออาชีพ  ยกเหตุผลมาเต็มไปหมด  มีแต่ ตรรก   มีแต่คิดๆๆๆ  ไม่โดดออกมาที่ ฐานกาย  สักที  ดื้อด้านดันทุรังจะคิดๆๆๆ  อ่านๆๆๆ ตีความ  จับผิด  หาเรื่อง  ขยายความเอง คิดเอง เออเอง   แตกประเด็นไปเรื่อย  อ้างอิงไปเรื่อย

๒๑) อายตนะทั้ง ๖ (หู ตา จมูก ลิ้น กาย ใจ) ไม่สามารถอธิบายข้ามอายตนะกันได้ เราไม่สามารถ อธิบาย ความหอมเหม็นเป็นตัวหนังสือได้ ไม่สามารถอธิบายสิ่งที่ปรากฏที่ใจ และที่กาย เป็น ตัวอักษรหรือคำพูดได้     ดังนั้น  ต้องฝึกๆๆๆๆๆๆ   จากเข้าใจ  จะเป็น เข้าถึง   และ รู้เอง    ทำเองรู้เอง

๒๒) ลองเอามือจับแก้วน้ำร้อน กาน้ำชาร้อน   ลองสังเกต เราคิดด้วยสมองว่าร้อน หรือ นิ้ว (ก็คือกาย)ของเรา บอกเรา ให้เรา รู้  ว่าร้อน   เราเคยชิน กับ การตีความด้วยสมอง จนกลายเป็น ออโต้ติด  บ่อยครั้งเรา ไม่ได้ให้โอกาส กายได้บอกเราเลย

๒๓) ปัญญาคิด   ถ้าออกมา ผลิตออกมาตอนจิตว่างๆ   เป็นปัญญาที่ดี มีประโยชน์  เป็นกุศล  ผู้รู้ไม่ตำหนิ    _  ในทางกลับกัน ปัญญา ที่ปล่อยออกมา ตอนจิตไม่ว่าง  จะเป็น  สิ่งที่ พระอาจารย์พุทธทาส ท่านเรียกว่า “เฉโก”  คือ เป็นความคิดที่เจืออัตตา เจือกิเลส เจือตัวตน  เจืออคติ ลำเอียง

๒๔)  ลองนั่งสมาธิ   แล้ว ให้  ผิวกายบริเวณปากรูจมูก ได้ รู้ๆๆ ว่า มีอะไรเกิดขึ้น ผ่านรูจมูกบ้าง  อย่าไปคิดแทนกาย   ให้รู้ๆ เฉยๆ  อย่าตีความ อย่าสงสัย อย่าบังคับ   ฯลฯ   ให้ กายได้รู้กาย

๒๕) เมื่อ กายรู้กาย ( ผิวหนังรูจมูก รู้ ความร้อนเย็น ช้าเร็วของลมหายใจ)    ก็ คอยระวัง ความคิดจร  ( ความคิดที่ทำให้เราเกิดอารมณ์  ความคิดที่พาเราหลงไปเรื่องโน้นเรื่องนี้ ความคิดที่เข้ามาเองโดยไม่ได้เชิญ  ความคิดที่เราไม่ได้ตั้งใจคิด)  และ  ทำใจให้สบายๆ ผ่องใส โล่งๆ    รักษาใจให้ว่างๆ เบาๆ  (light มากๆ จนกว่า จะ enlight)

๒๖) ตัวการที่ทำให้จิตของเรา  เกิดอารมณ์  อิน  จิตตก จิตเกิด ฯลฯ ก็เริ่มมาจาก “ความคิด” นี่แหละ    ขอให้ลองหมั่นฝึกดู  ปรากฏการณ์ที่ ความคิดเข้ากระแทกจิต  แล้ว จิตเกิดอาการ   ซึ่งค่อนข้างยาก เพราะ ส่วนใหญ่ จิตเราเกิดอาการไปแล้ว เราจึงจะรู้ตัวว่า อ้าว จิตเกิด ไปแล้ว

๒๗)  นึกถึง รถไฟ  หัวขบวน และ โบกี้ที่ตามมา    กว่าเราจะรู้ว่า รถไฟชนจิตเราแล้ว   ก็โน้นแน่ะ  หัวขบวนกระแทกจิตของเราไปแล้ว  โบกี้ทะลุจิตเรไปหลายโบกี้แล้ว     ดังนั้น   เราจะต้องฝึกให้เห็น ตั้งแต่ หัวขบวนกำลังจะวิ่งเข้าชน   ถ้าเป็นหนังฝรั่ง ก็คือ เรื่อง  Matrix   กระสุนที่กิเลส ( MrSmith) ยิงมา คือ หัวชบวนความคิด นั่นเอง    นีโอ ต้อง รู้เท่าทัน ความคิดและ จับ วาง กระสุนของสมิทธ ให้ได้

๒๘)  ลอง เอามือ อุด ปากอุดจมูก  จนหายใจไม่ได้  สักพัก  เราจะเห็น ความคิดของเรา ชัดเจนมากๆ   หรือ  ไปนั่งในสถานที่สงบๆ สบายๆคนเดียว สักพัก จะมีความคิดจร ชวนให้คิดถึงบ้าน คิดถึงของกิน คิดถึงแฟน   น่าจะพามาด้วย น่าจะมีส้มตำขาย  ฯลฯ  เคยรู้เท่าทัน ความคิดชวนให้ออกนอกเรื่องไหม_   ความคิดแบบว่า _  น่าจะมี  ไม่น่าจะมี อยาก ไม่อยาก  ฯลฯ

๒๙) ลองไปนั่งในป่าช้า  ดึกๆ คนเดียว   แค่ใบไใ้หล่น  เราก็โดน กระสุนหัวขบวนยิงใส่แล้ว   ถ้าสติไม่มากพอ ก็ จิตเกิดอาการกลัว ขนหัวลุกพอง

๓๐)  ก่อนจะตื่นนอน เห็นความคิดไหม ที่ชวนให้นอนต่อ  ให้ขี้เกียจ     ก่อนจะหลับเห็นความคิดไหม ที่คิดๆๆๆ จนหลับไม่ได้

๓๑) เราเป็นทุกข์ ก็เพราะ ความคิด   เป็นสุขก็เพราะ ความคิด     ถ้าความคิดเป็นโปรแกรม  ไวรัส คือ กิเลส   กิเลสนี่แหละติดมากับความคิดทั้งนั้น    บ่อยครั้งตัวความคิดก็เป็นกิเลสเสียเอง __    สติ คือ ตัว ต่อต้าน ดักจับไวรัส (Anti virus) นั่นเอง  _    ว่าแต่ว่า ตอนนี้ เรา ติดตั้ง ระบบ ต้านไวรัสไว้ดีหรือยัง มากพอหรือยัง  จัดการไดทุกระดับความร้ายของกิเลสหรือยัง

๓๒) “กายเคลื่อนไหว ใจสงบ  เฝ้าระวังความคิด”     กายเคลื่อนไหว  ก็มีสติ รู้ๆๆ อย่างต่อเนื่อง ฝึกๆๆๆ จนกลายเป็นสติอัตโนมัติ   ในขณะเดียวกัน ใจก็ต้องสงบด้วย   ดูใจ รู้กาย ไปพร้อมๆกัน      และ  ตัวการที่ทำให้ใจไม่สงบ คือ ความคิด   ดังนั้น ต้อง ระวัง หัวขบวนความคิดจรที่พุ่งเข้าชนจิตด้วยนะ    ระวังกระสุนของสมิทธ ด้วยนะ

๓๓) ทำ ๓ อย่างพร้อมกัน  คือ   (๑) รู้ๆๆๆ การเคลื่อนไหวทุกอิริยาบท  (๒)  ทำจิตให้ว่างๆสบาย และ (๓)   เฝ้าระวังความคิดไม่ให้กระแทกจิต   ฝึกๆๆ จนจิตเป็นอิสระจากความติด    ความคิดไม่มีอิทธิพลเหนือจิต  จิตไม่มีอิทธิพลเหนือความคิด    จิตก็จะว่างๆ    จากเดิม ที่ จิตเคยเคียงคู่เป็นแฟนกับความคิด  เราฝึกๆ จน จิตหย่าขาดกับความคิด    จิตเป็นอิสระ จิตว่าง   ตอนนี้แหละ จะคิดอะไรก็คิดได้

๓๔)  หลายคน คิดเก่งจริงๆ  คิดๆๆๆ   หากคิดไม่แตก คิดไม่ลงตัว ก็บอกว่า “ยังไม่เข้าใจ”    เมื่อผมเจอพวกนักคิดพวกนี้ ผมก็มักจะบอกว่า หัดสิ้นคิดเสียบ้าง   พวกเขา ก็คิดๆๆอีก  ” ไม่เข้าใจ” __   พวกเขา ยัง งกๆที่จะคิด   กลัวว่าจะเสียเปรียบใครถ้าคิดไม่เก่งคิดไม่เป็น    พวกปริญญาเอก โท เป็นยอดนักคิด  แล้ว มีสักกี่คนบรรลุธรรม เป็น อริยบุคคลบ้างล่ะ    ก็มัวแต่คิดๆๆๆๆ   ใช้ ปัญญา ชุดเดียว คือ คิดๆๆ    ไม่รู้จัก หันมาใช้ ปัญญากาย รู้กาย ใจรู้ใจ   บ้างเลย

๓๕)  ฝึกสติ  มีจุดให้เริ่มฝึก ๔ ฐาน หรือ ๔ แหล่ง  เรียงตามลำดับ อย่าข้ามลำดับ   คือ  กายในกาย   เวทนาในเวทนา จิตในจิต และ ธรรมในธรรม

๓๖) เริ่ม ฝึก สติ รู้ๆๆๆ ที่ ฐานกาย ปัญญากาย  คือ ให้กายรู้กาย   กายรู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นกับกาย   จะ เดินจงกรม สร้างตัวรู้ๆๆๆ ที่ฝ่าเท้า  เข่า  ขา ขณะเดิน   หรือ จะ นั่งสมาธิ   ให้กายบริเวณรูจมูกได้รู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้น     หรือ จะใช้ สมาธิเคลื่อนไหว รู้ๆๆๆ ทุกอิริยาบท ทุกแขนที่ยก ขาที่เดิน นิ้วที่จับ  ก็ได้     ขณะฝึกก็ไม่ต้องคิด ไม่ต้องสงสัย ไม่ต้องตั้งคำถาม  ฝึกๆๆๆๆ ทำซ้ำๆๆๆๆๆๆ   ทำแบบสิ้นคิด  ให้ กายรู้ๆๆๆๆๆ  จนชำนาญ    จนเป็นนิสัย    ได้ปัญญากาย   เป็นการเปิดแหล่งปัญญาใหม่ขึ้นมา คือ ปัญญากาย    จากที่แต่เดิม  มีแค่ ปัญญาคิด  ปัญญาแบบเฉโกเป็นส่วนมาก

๓๗)  ฝึกไปจน เห็นชัดเจน  จิตกับกาย เขาทำงานร่วมกันยังไง  จิตเริ่มก่อตัวยังไง  ฯลฯ  ฝึกจนจิตว่างๆโล่งๆ     เมื่อ จิตว่างๆแล้ว  ก็  เอา “ความว่างไปรู้ความว่าง”   นั่นคือ จิตว่างๆเท่านั้น จึงจะรู้ว่าจิตว่างหรือไม่ว่าง    อย่าไปคิดแทนจิต ให้จิตรู้จิต    ไม่ใช่เอาคิดไปรู้จิต   การคิดเองว่าจิตเป็นยังไง   เป็นสิ่งผิด    ควรฝึก กายรู้กาย จนชำนาญ   จนแยกจิตกับคิดได้แล้ว นั่นแหละ จิตจะรู้จิตได้เอง

๓๘)  ฝึกๆๆๆไป  อย่าคิด อย่าถาม   ฝึกไปก่อน     อุปมา ฝึกตีกอล์ฟ เล่นเทนนิส  ใส่ส้นสูง  แต่งหน้าทาปาก  ขับรถ เล่นfacebook   ใหม่ๆก็ไม่ถนัด ทำบ่อยๆ ก็ชำนาญเอง   การฝึกสติ  ก็เช่นกัน     และ การได้เจอครูอาจารย์ดี  กัลยาณมิตรที่ดี  ศิษย์พี่ ทีดี   ก็คือ ได้เทคนิค ใหม่ๆ  ในการฝึก   การฝึกก็จะพัฒนาได้เร็วได้ไวมากขึ้น

๓๙) ขอให้โชคดี    มีปัญญาครบ ๓ ฐาน นะ

sk

คิดว่า ถ้วยชาร้อนหรือไม่ร้อน ด้วยสมอง หรือ ว่า ใช้ความรู้สึก บอกว่า ร้อนหรือไม่ร้อน

 

ดร.วรภัทร์  ภู่เจริญ   เผยแพร่เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2011