สอนกายให้เรียนรู้ ปลุกกายให้ตื่น

ไม่น่าเชื่อว่า คนเรา  มี ระบบเรียนรู้ ได้ถึง ๓ ระบบ   คือ  สมอง   จิตใจ และ ร่างกาย

แต่ เราถูกฝึกมาให้เอาแต่ใช้ สมอง  คิดๆๆๆๆๆๆๆ   จน  การเรียนรู้ทางใจ ทางกายฝ่อไปหมดแล้ว   โดนความคิดจากสมองแย่งใจแย่งกายเรียนรู้ไปเสียหมด

๑) ตื่นขึ้นมาแต่เช้า  ลองดีดตัวเอง ออกมาจากเตียง  แล้ว นั่งสมาธิดู

๒) วันแรก ลองสังเกต  เราจะคิดๆๆ เช่น  นอนต่อเถอะ  ยังไม่ได้เวลา   พรุ่งนี้ฝึกก็ได้ วันนี้วันหยุดขอนอนอีกนิด  ฯลฯ  เจ้าความคิดพวกนี้แหละ คือ กิเลส   ตัวขี้เกียจ  ข้ออ้าง  นิวรณ์ต่างๆ  ( นิวรณ์ ๕ ได้แก่   แค้น เครียด เบื่อ เซ็ง ง่วง ติดสุข ฯลฯ )

๓)  พอทำได้ สักวัน สองวันต่อเนื่องกัน   กายเขาเรียนรู้ได้เองแล้ว  วันที่สาม เราจะตื่น และ สามารถลุกขึ้นมานั่งสมาธิได้อย่างสบายๆ   ไม่อืดอาดเมื่อวันแรก

๔) ถ้าวันต่อๆมา  เจ้าความคิด ตัวแสบ  เอาชนะ ตัวเรียนรู้ของกาย ( นอนต่อเถอะ พอแล้ว ขออีกนิด ฝึกไปทำไมเว้ยเฮ้ย  ฯลฯ) ได้สำเร็จ   ผลตือ  เรา จะนอนต่ออีก จะทำให้ ขี้เกียจต่อไปอีก  ดังนั้น     เรา ก็ต้อง ฝึก ดีดความคิดออกไป  ไม่คิด คิดดี คิดแบบมีพลัง คิดบวก สู้ๆ  ฝึกๆ   นึกถึง ความขยัน ของ พ่อแม่ครูอาจารย์หลวงปู่หลวงพ่อ  ที่ท่านก็เคยผ่านด่านขี้เกียจตรงนี้ได้    จนประสบความสำเร็จ      คำสอนของพ่อแม่ครูอาจารย์ เช่น หลวงตามหาบัว เมตตาสอนว่า “ชกกิเลสให้กระเด็น”

๕) ตอนเดินเล่นในบ้าน ไม่มีใครมาคุยด้วย เดินไปห้องน้ำ เดินขึ้นบ้าน  เดินไปตลาด เดินไปปากวอย ฯลฯ   ก็เปิดโอกาส ให้ กายได้เรียนรู้บ้างนะ   บอกเจ้าความคิดว่า “อย่าเอือก  หลบไป”      ให้กายได้ เรียนรู้   ความอ่อนแข็งของพื้น   กระดูกแต่ละท่อน ตั้งแต่ ตาตุ่ม ข้อเท้า หัวเข่า ตะโพก หลัง ไหล่  มันกระเทือนเลื่อนลั่น บิด กระแทก รับแรง  หนาว ร้อน สั่นสะเทือน  อย่างไร ในแต่ละก้สว   ให้กายรู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นกับกาย    อย่าเอาความคิดไปคิดแทนกายนะ

๖) กายเขาเรียนรู้แบบตรงๆ กายเขาไม่โกหก

๗) ความเชื่อ ความจำ ความคิด  การเรียนรู้ของสมอง  โกหกได้นะ  หลอกลวงได้นะ   เราหลง “ความคิด” มาหลายแสน หลายล้าน โกฏิชาติแล้ว  ทุกข์เพราะความคิด   โดนความคิดพาลงนรก ขึ้นสวรรค์ เป็น คน สัตว์   มามากแล้ว      ขอให้ กายได้เรียนรู้บ้างนะ      กายบริเวณปากทางเข้ารูจมูก ได้เรียนรู้ว่า  ลมหายใจเข้า  จิตปกติ   ลมหายใจออกขิตปกติ     ลมหายใจเข้าจิตไม่ปกติ  ลมหายใจออกจิตปกติ      ลมหายใจเข้า จิตกังวล  ลมหายใจออกจิตกังวล   ลมหายใจเข้าจิตโกรธ ลมหายใจออกจิตโกรธ ฯลฯ  เป็นอย่างไร  สอนกายให้เรียนรู้  กายกับจิตเขาทำงาน เป็นดัชนี  เป็น KPI ช่วยบอกว่า  จิตปกติ ลมหายใจเป็นอย่างไร   จิตไม่ปกติ ลมหายใจเป็นอย่างไร   ลทหายใจ ร้อน อุ่น เร่ง อย่างไร

๘) เรามักละเลย  การฝึกให้กายได้เรียนรู้ _ ที หมา ที กอล์ฟ  ทีจักรยาน ทีแต่งหน้าทาปาก ฯลฯ   ยังฝึกได้   ฝึกเอาเป็นเอาตาย  เราก็ทำได้เนอะ     แค่ ฝึกกายจะไปยากอะไร     สอนกายให้รู้ๆๆๆๆ   สอนกายให้เรียนรู้  เนอะ

๙) (ในภาพ)  เดินเข้าไป ในดงหมา ทั้งฝูง   มันกรู แยกเขี้ยวกันออกมา  เสียงดังลั่น  ผมไปคนเดียว   ผมก็สังเกตกาย  สังเกตลมหายใจ   คำว่า “สังเกต” นี่แหละ  คือ  เปิดโอกาสให้ กายได้เรียนรู้      ตื่นเต้นไหม กายเป็นยังไง ลมหายใจ หยุด เร่ง ร้อน อย่างไร   หัวใจที่กลางอด เต้นแรงไหม  ปวดหัว ปวดขมับไหม    ตอนจิตไม่ปกติ  จิตไม่ว่าง  มีความคิดอะไรเฉโก ออกมาบ้าง    ปรับสภาพจิตให้ปกติอย่างไร  ดึงความคิดดี ความคิดบวกอย่างไร   ใช้สมถะ มาทำให้จิตสงบได้อย่างไร  ( สมถะ คือ กายรู้กาย  เช่น ดูลมหายใจ ให้ต่อเนื่อง ไม่ว่อกแว่ก ไม่คิดเรื่องอื่น     เดินให้รู้ๆๆ    หมุนนิ้วแม่โป้งซ้ายและขวา  เป็นต้น)  ใช้บทสวดมนต์มาช่วยได้อย่างไร  ฯลฯ

๑๐)  กาย  ใจ  คิด   ทั้งสามแหล่งเรียนรู้ เขาทำงานร่วมกันยังไง     เราก็ศึกษาดูนะ

๑๑)”  รู้กาย  ใจสบายๆ  ระวังความคิด ”  ทำอย่างนี้ทั้งวัน  ถ้าใจไม่สบาย  ก็ทำให้มันสบายนะ   อย่าให้  มันเคยตัวนะ   ถ้าใจมันเรียนรู้ว่า  เราชอบ อมทุกข์ อมเศร้า  มันเคยชินขึ้นมา ละก็ยุ่งเลย

44

ดร.วรภัทร์ ภู่เจริญ เผยแพร่เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2012