บวชอยู่กับงาน นิพพานคางาน

บวชอยู่กับงาน    นิพพานคางาน

หลายคนถามผมว่า  ไม่มีเวลาปฏิบัติ  ไม่มีเวลาไปวัด   งานเยอะ  ต้องหาเลี้ยงชีพ   ต้องดูแลครอบครัว    มีแต่คำว่า “ต้องๆๆๆๆ”    บ้างก็อ้างว่า เป็นผู้หญิง ทำให้“บวช”ไม่ได้   ผมเลยขออนุญาติ ตอบใน note นี้เสียเลย คราวหน้าใครถาม ก็  คลิกมาได้เลย

  1. ครั้งแรกที่ผมได้รู้จัก คำว่า “บวชอยู่กับงาน”  ของ พระอาจารย์พุทธทาส  ผมก็บอกได้เลยว่า “ใช่เลย”  คำๆนี้แหละ
  2. หลายคน ติดนิสัย มองและคิดแบบ “แยกส่วน”   เช่น   ถ้าทำงาน ก็คือฝึกธรรมไม่ได้   ถ้าฝึกธรรมก็ทำงานไม่ได้      เป็นต้น   ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิด  อุปมาไปคิดว่า สมดุลแบบตาชั่ง  ซ้าย ขวา   แต่ จริงๆแล้ว   เรื่องการฝึกธรรมนั้น   เป็นความสมดุลภายในกับภายนอก    ไม่ใช่ ซ้าย ขวา แบบนั้น
  3. สมดุลภายในกับภายนอก   หมายถึง  ภายในก็ รักษาสภาพใจที่สบายๆ ชิลๆ โล่งๆ ลั้ลลา เอาไว้   ในขณะที่ ภายนอก ก็คือ ทำงาน  ทำตามหน้าที่ ทำตามแผน ทำตามคำสั่ง ได้      ดังนั้น การบวชอยู่กับงาน คือ ฝึกสติ สะสมสติ ในทุกอิริยาบท  ในทุกเวลา  ในทุกสถานที่
  4. กฏแห่งกรรม  มีไว้เพื่อเอามาเป็น แบบฝึกหัด ในการศึกษา ทำความเข้าใจ เรื่องขันธ์ ๕   หรือ หลวงพ่อกล้วย สอนให้ ใช้สติ แยก “จิต กับ ความคิด” ออกจากกัน อย่าให้ส่งอิทธิพลต่อกัน   เช่น เมื่อคิดไม่ดี ก็อย่าให้จิตเป็นอกุศลตามความคิดนั้นๆ    เมื่อมีความคิดอกุศลแล้ว  ก็อย่าให้จิตเป็นอกุศลไปด้วย    ถ้ามีความคิดลำเอียง ก็ระวังจิตจะหลงใหล   เป็นต้น    ดังนั้น  ไม่ว่าเรื่องดี หรือ ร้ายเข้ามาในชีวิตเรา  ก็อย่าไปคิดว่า  กฏแห่งกรรมมีไว้แค่ชดใช้    แต่ ลองคิดใหม่ว่า กฏแห่งกรรม เป็นแบบฝึกหัด  แบบ คุมอง (Kumon)  ให้เรา ฝึกสะสมสติ     เมื่อสะสมสติมากเข้า จาก สติน้อยๆ ในที่สุด ก็มากขึ้นเรื่อยๆ   จิตใจมั่นคง  ไม่ไหล ไม่อิน ไม่โดนอิทธิพลของความคิด    ในที่สุดสติก็สะสมเป็น “มหาสติ”   เมื่อได้มหาสติ ก็พ้นทุกข์  แบบยั่งยืน นั่นเอง
  5. ทุกครั้ง ที่รู้เท่าทัน ความคิดจร  (ความคิดที่กำลังจะทำให้เรา จี๊ดๆๆๆ  เกิดอาการอิน ฯลฯ)  ก็จะได้ คะแนนสะสม    เพราะ คำว่า รู้ทัน ก็คือ มีสตินั่นเอง
  6. ทุกครั้ง ที่จิตเกิด   เราจะรู้สึก (Feeling)  ได้  โดยให้เราสังเกตจากการที่ ร่างกายของเราจะเปลี่ยนแปลงไป  กายจะรู้ (Sensing) ว่ามีอะไรเกิดขึ้นกับกาย   เช่น ยามโกรธ  จิตเกิดเป็นโทสะ   ร่างกายของเราจะเกร็ง ลมหายใจเข้าออกเร็วขึ้น  กำมือ หน้าแดง  แน่นอก ขมลำคอ  หูร้อน ฯลฯ
  7. เมื่อจิตเกิดอกุศล ให้หยุดคิดในเรื่องที่ทำให้จิตเกิดอกุศลนั้น   หยุดคิด (thinking)  แต่ ให้  ใช้  กายรู้กาย (Sensing) มากขึ้น เช่น ดูลมหายใจ   เดินจงกรม  สร้างตัวรู้ๆๆๆ   คิดดี  ปลง  เป็นต้น
  8. ร่างกายไม่เคยโกหกเรา   มีแต่ ความคิดของเราเอง ที่มักโกหกเราเอง    ศัตรูที่น่ากลัวที่สุด คือ ความคิดของเราเอง  พอๆกับมิตรที่ดีที่สุด คือ กายและใจ    ใจจะบอกว่าเรากำลังทำบาป    แต่ ความคิดมักจะอ้างว่า “ไม่เป็นไร”  “ทำตามหลักการ”  ฯลฯ
  9. การที่เราฝึกสติ  ครูบาอาจารย์จึงมักให้เรา เริ่มฝึกที่ การฝึกกายให้รู้ (sensing)    ให้กายรู้กาย   อย่าให้ ความคิดไปรู้แทนกาย   แต่มนุษย์ที่เรียนหนังสือมากๆ  โชคร้าย ที่ถูกฝึกมาให้ คิดๆๆๆ (thinking) จึงมักจะเคยชิน กับ ความคิด    เอาความคิดไปแย่งความรู้สึกของกาย (sensing) และ ความรู้สึกของใจ (feeling) เสียหมด      ทำให้  เรียนมากก็มักจะไม่ค่อยเห็นใจตนเอง  ยิ่งเรียนสายเทคโนโลยี  บัญชี กฎหมาย วิศวะ ช่าง ฯลฯ ก็จะห่างไกลจากการใช้  “สติ”  เอะอะอะไร ก็จะคิดๆๆๆๆ   โดยไม่รู้ว่า คิดแบบเฉโก    คิดแบบอกุศลหรือเปล่า
  10. หลายคน ฝึกดูจิต  โดย สติในฐานกายมีน้อยเกินไป  ก็ จะเผลอ หลง  เอา ความคิดไปดูจิต  ซึ่งอันตรายมาก เพราะ  เราต้องเอาจิตไปรู้จิต   ไม่ใช่เอาความคิดไปดูจิต  และ อย่าลืมว่า กิเลสปนในความคิดมีเยอะมาก   กิเลสมักมากับความคิดจร ความคิดเฉโกต่างๆ
  11. เราสามารถ คิดอนาคตก็ได้   คิดอดีตก็ได้   แต่ ต้องคิดเฉพาะตอนที่จิตว่างๆ โล่งๆ เท่านั้น  และ ความคิดที่ออกมาตอนจิตว่าง เรียกว่า ปัญญา (wisdom)
  12.   ในการทำงาน  เรามีโอกาสฝึกธรรมได้มากมาย  ก็เพราะ เราสามารถฝึกดูกาย  รู้เท่าทันจิต รู้เท่าทันความคิดจร  รู้ทันความคิดเฉโก     ยิ่งรู้ๆๆๆๆๆ  ก็คือ สติยิ่งเพิ่มๆๆๆ  จนเป็น มหาสติ    เมื่อได้มหาสติ จะเป็น สติออโต้  (automatic)   จิตจะโล่ง โปร่งสบาย    สามารถก็จะรู้เท่าทันกิเลสต่างๆที่มากับความคิดได้นั่นเอง
  13.   เวลาเข้าป่า  พระธุดงค์ท่านเจอเสือร้าย ช้างดุ งูพิษ ฯลฯ   ท่านก็จะทำใจสบายๆ โล่งๆ คิดดี   รู้กาย     สัตว์ร้ายก็จะไม่ทำอะไรท่าน      อุปมา เราทำงานในเมือง ในไร่ ในนา ในโรงงาน  เมื่อเราเจอ เจ้านายร้ายๆ  ลูกค้าดุด่า  ผู้รับเหมาพูดไม่รู้เรื่อง   ลูกหลานทำให้จี๊ดๆๆๆ    ก็เหมือน พระท่าน เจอสัตว์ร้าย  คือ เราก็ต้อง  รู้กาย ใจสบายๆ   ระวังความคิด    ใช้หลักคำสอน ของหลวงพ่อกัณหา คือ หายใจเข้าสบาย หายใจออกสบาย   ถ้า  ไมสบายใจ  ก็หายใจเข้าสบาย หายใจออกสบายอีกครั้งหนึ่ง  อย่าคิดมาก อย่าคิดเป็นวง  (Loop)   อย่ากังวล  อย่าฟุ้งซ่าน  อย่าใจแคบ อย่าไปกลัวเสียเปรียบ อย่าไปกลัวใครหาว่าโง่    ไม่ต้องกลัวเสียฟอร์ม    ปล่อยๆ วางๆ หยวนๆ  ให้ๆ   เสียบ้าง
  14. เราต้องขอบคุณ ผู้คน เรื่องราวต่างๆ ที่เข้ามาสอบอารมณ์ของเรา ยั่วให้เรา ปี๊ดๆๆ จี๊ดๆๆ    เพราะ เป็นแบบฝึกหัด ให้เรา ละขันธ์ ๕ ( ละ หมายถึง แยกแยะ แบ่งๆ ให้ ขันธ์ (แปลว่า กอง หรือ กลุ่ม ) ทั้ง ๕ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาน ไม่เกี่ยวข้องกัน กองใครกองมัน) ได้    หรือ ถ้าพูดอีกแง่หนึ่ง  ก็คือ  แยก “จิต กับ ความคิด” ได้    บางที ก็ใช้ คำว่า “แยกรูปแยกนาม” ได้    เมื่อแยกรูปแยกนามได้    ก็ลดจำนวนชาติที่จะเกิดลงไปเหลือน้อยแล้ว
  15. อย่าไปรังเกียจ แค้น ด่าทอ คนชั่วเลยนะครับ    พวกเขาทำหน้าที่ของเขา  ถ้าไม่มีพวกเขา เราก็ไม่มีคนสอบอารมณ์เรา   ไม่มีตัวอย่างคนทำชั่ว    พวกเขาเสียสละลงนรกเพื่อให้พวกเรา เข้าใจ คำว่าชั่ว เข้าใจทุกข์ เข้าใจตนเอง  แยกแยะแบ่งกองขันธ์ ๕ ได้       หากเราไปเกลียด โกรธ แค้น อิน จิตเกิดกับพวกเขา   ในอนาคตกาล ชาติต่อๆไป เราก็ต้องไปเจอพวกเขาอีก  เจอเรื่องบ้าๆแบบเดิมๆนี้เอง    จนกว่า เราจะเจอเรื่องแบบนี้ แล้ว มีสติ จิตว่างๆ โล่งๆ  หายใจเข้าสบาย หายใจออกสบาย  จิตไปยึด  ไม่มีความคิดเฉโก   นั่นแหละ จึงจะหลุดจากกรรมได้เด็ดขาด
  16. ถ้าเราจับหลัก “บวชอยู่กับงาน” แบบนี้ได้แล้ว   อยู่ที่ไหน ทำอะไร  ก็ฝึก สะสมสติได้เนอะ    แต่ อย่าลืม กลับไปปรึกษา ไปเล่าให้ครูบาอาจารย์ทราบเป็นระยะระยะนะ    อย่าห่างไกลบัณฑิต ครูบาอาจารย์นะ  ไม่ใช่ “บวชอยู่กับงาน”แล้ว ห่างวัด ห่างครูไปเลยนะ     เผื่ออฝึกพลาด  ครูบาอาจารย์ท่านจะได้แก้ไขให้   บอกเทคนิคใหม่ๆ ในการจัดการกับกิเลส  ความคิดจร จิตเกิดอาการ ฯลฯ ได้นะ
  17.  นอกจากบวชอยู่กับงานแล้ว   ก็ต้อง ทำทาน (ให้ๆๆๆ แบบไม่มีเงื่อนไข)   รักษาศีล   ด้วยนะครับ
  18.   ขออวยพรให้ทุกท่านโชคดี ฝึกๆๆๆๆนะ   เอาใจช่วยทุกท่าน  ให้ได้ มหาสติ นะครับ

ดร.วรภัทร์ ภู่เจริญ เผยแพร่เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2012