ถอดบทเรียน จาก การบรรยายให้ ผู้บริหาร และ คณบดี ๔๐ ท่าน

ผมเขียนบทความนี้ เอาไว้กันลืม  คราวหน้าเข้าไป จะได้จำได้

เมื่อวันจันทร์ ที่ ๑๘ มิย ๕๕  ได้มีโอกาส เข้าไป มหาฯลัยเอกชน   เก่าแก่แห่งหนึ่ง

ได้ บรรยายให้ ท่านผู้บริหารระดับคณบดี และเจ้าหน้าที่สำคัญ ต่างๆ      เป็นผู้ที่ท่าน อธิการบดี คัดสรรมาให้ฟัง ไม่เกิน ๔๐  ท่าน

หัวข้อ บรรยาย  คงเป็น เรื่อง  Dialogue  ผมแปลว่า สัลเลขสนทนา  คือ การสนทนาเพื่อละกิเลส    สนทนาเพื่อให้มีความเพียรในการละกิเลส

ผมขอ ถอดบทเรียนเท่าที่จำได้ ดังนี้

(๑)  ผมมาถึงปากประตูมหา’ลัย(U)    ผมก็ประทับใจ   ที่มี อาจารย์หลายท่าน ยืนหน้าปากประตูทางเข้า   สอดส่อง พูดคุยกับ นักศึกษา   ที่เดินเข้ามาเรียน     โอเค ล่ะ  ท่านอาจจะมาดูการแต่งกายด้วยก็ได้นะ   ผมรู้สึกว่า   มหา’ลัย (U)  ดังๆ  ทั้งหลาย ที่ อาจารย์เก่งๆทางวิชาการมากๆ  ละเลยเรื่องเล็กๆน้อยแบบนี้ได้ไงเนอะ

(๒) ยาม  น่ารักมาก  ส่งวิทยุบอกกันต่อๆกัน   เพราะ ผมเป็นคนแปลกหน้า   มา  มหา’ลัยนี้เป็นครั้งแรกในชีวิต   บอกแค่ว่า “มาประชุม” ผิดกับ   มหา’ลัยใหญ่  ที่ ทำราวกับว่า   ผมเป็นพวกโจร   เป็นพวกจะมาเลี่ยงการจราจรทะลุมหา’ลัยของพวกเขา   หรือ ยามเป็นแค่ คนแลกบัตรเท่านั้นเอง    ซังกะตายทำงานไป

(๓)  สถานที่ของ U   ไม่ใหญ่มาก นักศึกษาเยอะ     และ  คงผ่านน้ำท่วมมาแล้ว     เห็นโตีะไม้ วางซ้อนๆกัน   และ แนวดำๆ ของ คราบน้ำท่วม  อัปยศ แตกแยกทางความคิด ปี ๕๔

(๔)   ไปถึงห้องบรรยาย  จัดแบบนั่งพื้น ปูเสื่อ    พบ อาจารย์แดง(นามสมมติ)  อายุ ๖๕ ปีแล้ว   เป็นผู้ที่ยังรัก U อยู่    ทำหน้าที่  ด้าน Softside management  (ดูแล  บริหารจิตวิญญาณ  spiritual Leader)        ซึ่งหลายๆ U  ไม่มีแบบนี้   พอเกษียณ  ที่ ขับไล่ไปโดยปริยาย   หรือ  ออกไปหา side line ที่เคยทำมาตลอดก่อนเกษียณอยู่แล้ว  (ซะงั้น)     ผมประทับใจเรื่อง การ “อย่าทอดทิ้งผู้เฒ่า” ครับ   เพราะ  ตามหลัก “อปริหานิยธรรม” ก็กล่าวว่าอย่าทอดทิ้งผู้เฒ่า

(๕)  ผมได้ บรรยาย เรื่อง  ปัญญา ทั้ง ๓ ชุด  คือ  “คิด  ใจ และ กาย”    และ    อธิบายว่า   ปัญญาคิด แบ่งเป็น  สมองซ้าย  สมองขวา และ ส่วนหน้า    ซึ่ง  U อื่นๆ   บ้าเลือด คัดเด็ก  จาก  สมองซ้าย (ท่องจำ เหตุผล)    และ สมองหน้า ( สืบค้น เอะใจ เฉลียวใจ) ฝ่อไปตั้งแต่ เข้าอนุบาลแล้ว

(๖) ผมเน้นว่า   นักศึกษาที่ U นี้ไม่ใช่ไม่เก่ง    พวกเขาไม่เก่ง แค่ สมองซ้าย    แต่  พวกเขายังมี  สมองหน้า และขวา   รวมถึงยังมี ปัญญาใจ ปัญญากาย ให้พัฒนาได้อีก

(๗)  ผมเดินเข้ามาใน U นี้      ผมเห็น ปัญญาใจ ของนักศึกษา   ผมไม่เคยคิดจะ”ดูถูก”ว่าพวกเขาเป็นเด็กอ่อนเลยนะ    ผมว่าการที่เหล่าอาจารย์มองว่า พวกเขา อ่อน เอ็นไม่ติด  หลุดจาก U อื่นๆมา  เป็นความคิดที่ผิด   เราต้องคิดใหม่ว่า    พวกที่ เข้า U ที่ว่าดีๆดังๆนั้นต่างหาก   ที่มี แต่  สมองซ้าย (L)     พวกเขาไม่เก่ง  ขาดสมองหน้า(F)   สมองขวา(R)  ใจ (EQ)  และ กาย (S) _     เด็กของเรา   มีโอกาสในการพัฒนาได้มากกว่า  เราได้ “ของดี” ที่พวก U นั้น  เข้าใจผิดคิดว่าไม่ดี     เขาโละของดีมาให้เรา  เก็บของเสียเอาไปสอนต่อ  ๕๕๕

(๘)ในแง่ยุทธวิธี (Stratergies)   เรา  ไปพัฒนา สมองซ้าย  บ้าเลือด ปิ้ง Power point  ยัดวิชาการ แบบ U ดังๆไม่ไ่ด้   แต่ เรา มีโอกาส พัฒนานักศึกษาของเรา   เรื่อง จิตใจ  (EQ)    จิตอาสา   กีฬา   สมองหน้า ( สืบค้น เอะใจ  ตั้งคำถาม ฯลฯ) ทำงานเป็น อึดในงาน    ไปเป็นพ่อค้า  เกษตรกร   ไม่ต้อง เป็น มนุษย์เงินเดือน แบบ U  อื่นๆ ที่เขา โละ เด็กพวกนี้  มาให้เรานะ

(๙)  นึกถึง  ABAC   ผมก็จะนึกถึง  บราเดอร์มาร์ติน    บราเดอร์บัญชา  ฯลฯ  ท่าน ก็พัฒนา ABAC  ด้วยการให้  ความมั่นใจ   สร้างความมั่นใจในตัวเด็ก    เป็น นักการตลาดที่มีจิตอาสา อย่าง คุณดนัย จันทร์เจ้าฉาย  และ   เด็กดีๆ เก่งๆ ของ ABAC ก็มีอีกมากมายนะ

(๑๐)   อย่าเอา จุดอ่อน ของเรา ไปชนกับ จุดแข็ง ของ Uคนอื่น    ปล่อยให้ U ดังๆ บ้าเลือดพัฒนา แต่ สมองซ้าย  ผิดปกติ วิปริตไม่สมดุลต่อไป    ไม่มีใครไปเตือนพวกเขาได้  ใหญ่คับฟ้ากันหมดแล้ว   มองไม่เห็นตนเองแล้ว   กิเลส “อัด”เข้าเต็มเบ้าตา  เป็น อัตตาไปแล้ว    แค่ ประชุมอาจารย์  ก็ราวกับจะฆ่ากัน ข่มกัน งอนกัน เกี่ยงงานกัน  แบ่งพรรคแบ่งพวก  คุยกันดีๆไม่เป็น ไม่มี Dialogue  “ซ็อกกราว” มากเลย    และ   ความดังของพวกเขา กำลังเสื่อม  เสื่อมด้วย อัตตา   อหังกา   และ  กลายเป็นผู้ด้อยโอกาสในการเรียนรู้    หลงในความสำเร็จเดิมๆ คิดแบบเดิมๆ  เต็มไปด้วยความ “กลัว”  ไม่กล้าคิดใหม่ ทำใหม่  หมดมุข   หมดกุศโลบาย    หัวสี่เหลี่ยม

(๑๑) เรา ก็พัฒนา  สมองหน้า ของนักศึกษาได้  เช่น   กิจกรรมนักศึกษา   ค่ายนักศึกษา  บำเพ็ญประโยชน์  จิตอาสา   ชมรม ฯลฯ  การเรียนการสอน แบบ action learning  และ แทรก Dialogue ให้มากๆ     ไปดูงาน รร รุ่งอรุณ    รร เพลินพัฒนา  รร สัตยาไส รร ลำปรายมาศ  ฯลฯ บ่อยๆ   จงทำ U ของเรา เป็น แนว ธรรมชาติ   แนว Waldolf   ไปเลย        ไม่ต้องไปชน U อื่นๆ แข่งสมองซ้ายกันเราพ่ายแพ้และหมดกำลังใจกันหมด

(๑๒) เราก็พัฒนา  สมองขวา  ด้วยการใช้เทคนิค  Mirror Neuron  เช่น  มี  งานศิลป์ (แนวนามธรรม  Abstract)  อย่าเอาภาพแบบ “สื่อตรงๆ”     ให้เอาแบบ ต้องคิด  หลากหลาย ตีความได้มากมาย   งงๆ  แปลกๆ      ในต่างประเทศ เขาจะวาง งานศิลป์ ไว้  ทุกๆ ๑๐ ก้าว (รูปปั้น ภาพวาด  ผ้าสวยๆ  แกะสลัก สวนดอกไม้  ฯลฯ)    เพื่อให้  เซลล์กระจกเงา (Mirror Neuron) ได้ทำงาน   เห็นบ่อยๆๆๆๆ     จะกลายเป็น คนที่ สมดุลสมองซ้ายขวา     ไม่ใช่ พวกที่จบ U ดังๆ ที่มี แต่ สมองซ้าย   พวกเขาไปสมดุล  เครียด ป่วยงาน งกๆเค็มๆได้ง่ายๆ  ไม่สนใจธรรมชาติของตนเองและรอบตัว    หนีธรรมะ ฯลฯ

(๑๓) ควรมีเวทีเล็กๆห้องเล็กๆ สนามเล็กๆ พื้นที่เล็กๆ โอกาสเล็กๆ   ให้ นักศึกษาได้แสดงออก เช่น ลานกวี    ลานดนตรี  หอแสดงศิลปะ   ลานละคร  ลานยอวาที   หอภาพยนต์  ลานวิทยาศาสตร์  เทคโนโลยี    ฯลฯ    ละครเป็นอะไรที่ดีมากๆ  ในการพัฒนามนุษย์   ( หาโอกาส ไปเรียน ไปเข้าใจงาน ของ  อาจารย์สดใส พันธุมโกมล คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ท่านเป็นคนเก่ง เป็นอาจารย์แท้ๆ    สอดแทรกการเรียนรู้ในการละครได้ดีมาก   สุดยอดอาจารย์ท่านหนึ่งของโลก)

(๑๓)  ยอวาที สำคัญกว่า โต้วาที      ฝึกยอวาที  คือ คิดต่างไม่ใช่ศัตรู   มองหาข้อดีของฝ่ายตรงข้าม   ฯลฯ    สังคมที่จ้องจะเล่นงาน วิจารณ์กันแบบ คนใน U ต่างๆนั้น ทำลาย U มามากแล้ว    ยอๆกันบ้่าง   คิดต่างไม่ใช่ต่อต้าน  _  คิดต่าง คือ นวตกรรม

(๑๔) พัฒนาปัญญาใจ  การอบรมธรรมะแบบ Edutainment  ใส่บาตร  นักสมาธิ  เดินจงกรม   ไปช่วยคนจน คนพิการ จิตอาสา ทำความสะอาด  ดูแลพ่อแม่ เน้นกตัญญู   ฯลฯ  และ อย่าลืม  AAR (After action review) ด้วยนะ  (AAR ก็คือ Dialogue สายพันธุ์หนึ่ง)

(๑๕)  เด็กของเรามากมาย  มีปมในใจ  ดังนั้น  ต้อง  “ไห้ความรักก่อนให้ความรู้”   จงศึกษา  “ครูสมพรสอนลิง”     จงเปิดดูบ่อยๆ ทุกเดือน ซ้ำๆๆๆๆๆๆๆๆ      ทำซ้ำๆๆๆๆ จะเกิดปัญญา

(๑๖) ปัญญากาย   คือ ทำซ้ำๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ     ใช้การเรียนการสอนแบบ คุมอง (Kumon)     แบบเส้าหลิน  แบบบู๊ตึง  คือ ทำซ้ำๆๆๆๆๆ ทำบ่อยๆๆๆๆ    เช่น แบบฝึกหัดท้ายบท  ของวิศวะ วิทยา ฯลฯ  แก้ case studyมากๆ และใช้ AAR ให้มากๆ   เช่น นิติ บัญชี  บริหาร  ศึกษา ฯลฯ

(๑๗)  ออกกำลังกาย   โยคะ  ไท้เก็ก ฯลฯ  บ้างนะ  ทั้ง อาจารย์ เจ้าหน้าที่  นักศึกษา  ผู้ปกครอง ชุมชน ชาวบ้่าน ฯลฯ  พวก อาจารย์ร่างกายอ่อนแอ ทำให้ หงุดหงิด โมโหง่าย  ฉุนเฉียว  สร้างความแตกแยกได้ง่าย  ไม่สามัคคี เอาแต่ใจตนเอง ฯลฯ  EQ ตกต่ำ  เป็นปัญหาใหญ่ ของคนในวงการศึกษา   สอนคนอื่นได้แต่ตนเองไม่ทำ รู้ทั้งรู้

(๑๘)   เรียน  ยุทธศาสตร์ (Strategies) ให้มากๆ   วันหลัง ผมจะเข้าไปสอนให้      คนไม่มี  กุศโลบาย คือ คนหัวส่ีเหลียม   มีมุมเดียว     คิดแบบเดิมๆ (Paradigm)เดิมๆ     อันตรายมากๆนะ

(๑๙)   ผมให้ ทำกิจกรรม สัตว์ ๔ ทิศ   ปรากฏว่า   มี “หนู” น้อยไป     ถ้าระดับบนๆ มีแต่ สัตว์โหดๆ คือ กระทิง หมี อินทรี     พวกระดับรอง ระดับกลาง  จะ กลัว  และ เพื่อเอาตัวรอดเขาจะแปลงร่าง เป็น “หนู”  คือ ได้ครับท่าน  ดีครับนาย ยังไงก็ได้ เกรงใจ  ก็แล้วแต่  ฉํนไม่คิด   กลัวโดนตำหนิ  ฯลฯ

(๒๐) ดู ครูสมพรสอนลิงให้มากๆ     อย่าเป็นสัตว์เชิงเดี่ยว    จงเป็นให้ครบทั้ง ๔ ตัว  นะ

จงใช้ Dialogue กันบ่อยๆ   ผลัดกันพูด อย่าสอดแทรก อย่าขัดใจ   จงฟังๆๆๆๆ   ไม่ต่อว่ากัน  ไม่หักหน้า  ไม่ใช่ระดมสมองนะ    ฯลฯ   ใช้ ได้ในทุกห้องเรียน ทุกกิจกรรม    ใช้ได้กับครอบครัว ชุมชน  และ ผู้บริหาร

(๒๑) องค์กรที่ขาดหนู   จะดูแห้งๆ   ไม่มี art   ไม่มีเสียงหัวเราะ    มีแต่เครียดๆๆๆ กดดันตนเองและผู้อื่น      ไม่มี Soft side   ไม่คุยกัน เพ่งโทษกัน จับผิด ข่ม  ยกตนข่มท่าน   อวดดี    หวังดีแต่ปากจัด    quick win มากไป    ปัญหาต่างโดนหมกเม็ด  แบ่งพรคคแบ่งพวก ไม่คุยกัน ฯลฯ  เป็น พฤติกรรมหลักของเหล่าอาจารย์ต่างๆ   ที่ พวกเขา มองไม่เห็น  ดื้อ ไม่เชื่อ  รองานวิจัยของฝรั่งเท่านั้น

(๒๒) คนเป็นอาจารย์ไปนานๆ (บางคน)  และทำงานในวงการ U ที่ บรรยากาศต่างคนต่างอยู่  ใจคอคับแคบ  ปิดใจ เห็นแก่ตัว  แบบใน U ต่างๆนั้น     พวกเขาก็มักจะทดสอบ”ของ” เช่น  ผมจะโดน พวกอาจารย์ต่างๆ  ลองของ  ลองภูมิ  ลองถาม ลองฟัง หยั่งกำลัง   เช่น คุณวรภัทร์คุณเก่งมาจากไหน ทำอะไรสำเร็จมาไหม ฯลฯ  คือ  “ปิดใจ”มาตั้งแต่แรกเลย  พูดผิดไปจาก หลักการ หลักกู (กะลา)ของท่านแล้ว  ใครพูดนอกกรอบ    พูดผิดหู ท่าน “รับไม่ได้”  “ไม่ฟัง”  ท่านเดินออกจากออก  ฯลฯ แต่ ก็โชคดี ที่มีอาจารย์น่ารัก น่าเคารพอยู่บ้างเนอะ        พฤติกรรมแบบนี้  เป็น ตัวการหลักตัวการหนึ่ง  ที่ สังคม U ของไทย ไปไม่รอด  ตกต่ำลงทุกวัน   ผลิตบัณฑิตออกมา  ไม่ตอบสนองสังคม  แต่ ตอบสนองตัวอาจารย์เองเท่านั้น    แต่ผมก็ไม่ว่าอะไรท่าน เพราะ “เป็นเช่นนั้นเอง”  ผมก็มองว่า ท่าน เจ็บป่วยทางจิตวิญญาณ    ปมในใจเยอะมาก  โดนการศึกษาแบบสายพานลากไปจน u turn ไม่เป็นแล้ว    เราก็ต้อง ไม่คิดมาก สิ้นคิด   ขำขำ  เมตตาให้มากๆ ผมก็จะทำหน้าที่ กระตุก จุดประกาย  เปิดสมองส่วนหน้า (F) ของพวกเขาต่อไป

จงจำไว้ว่า  เราคือ บริหาร   เราไม่ใช่อาจารย์ที่บ้าอำนาจ     อย่าเอานิสัยไม่ดีของอาจารย์เข้าห้องบริหาร  พนักงานธุรการเป็นคน  ไม่ใช่ศิษย์เรา  มีเมตตาให้มากๆ   ใช้ความรักให้มากๆนะ        ระบบลงคะแนนเสียง เลือกตั้ง อาจารย์มาเป็นผู้บริหาร อันตรายมาก มีดี มีเสีย    เสี่ยงต่อความล้มเหลวได้มาก พอๆกับสำเร็จได้มาก

(๒๓) เมื่อ บรรยายจบ ผมก็ โค้งคำนับ หัวแตะพื้น   ท่านอาจารย์ทุกคน   ขอขมา และ  ออกตัวว่า ผมเป็นแค่จ่า พวกท่านทั้งหลายเป็น นายพัน นายพล      เมื่อมาเข้าฟังผมบรรยาย ก็คือ “จ่าแก่ๆ ถวายงาน” เนอะ    ผมก็ไม่ได้หวังจะมีตำแหน่งอะไร   ไม่ได้คิดจะมาหาเสียงหาเงินอะไร  ผมเกษียณแล้ว (ตั้งแต่ อายุ ๔๒ปี)      ก็ขออวยพรให้ ทุกท่าน  จัตตาโร ธัมมา วัฑฒันติ …………อายุ วัณโณ สุขัง พะลัง

ดร.วรภัทร์  ภู่เจริญ   เผยแพร่เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2012